แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระ วันเกิด พระพุทธรูป ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระ วันเกิด พระพุทธรูป ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะในชีวิตประจำวัน (2)

วิธีสร้างบุญบารมี

บุญคือ เครื่องชำระสันดาน ความดีกุศล ความสุข ความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ และกุศลธรรม

บารมีคือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวดเพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงสุด

“วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนามีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ การให้ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ที่นิยมเรียกว่า “ทาน ศีลภาวนา”

ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้น เป็นการสร้างบุญเป็นเบื้องต้นที่สุดได้บุญน้อยที่สุดในการทำบุญทั้ง 3 ขั้นตอน ซึ่งการให้ทานนี้ ไม่ว่าจะทำมาเท่าไรก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้ และการถือศีลนั้นแม้จะถือมากและเคร่งครัดอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้น การเจริญภาวนานั้นจึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด ได้บุญบารมีมากที่สุด

ในทุกวันนี้เราส่วนใหญ่รู้จักแต่การให้ทานอย่างเดียว เช่น การทำบุญตักบาตร ทอดกฐิน ผ้าป่าสละทรัพย์สร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญส่วนการถือศีลที่แม้จะได้บุญมากกว่าการทำทาน ก็ยังมีการวิรัติรักษา คือถือศีลกันเป็นส่วนน้อย ฉะนั้น เพื่อความเข้าใจอันดีจึงขอชี้แจงถึงวิธีการสร้างบุญบารมีว่า อย่างไรจึงจะเป็นการลงทุนน้อยที่สุดแต่ได้บุญบารมีมากที่สุดเป็นลำดับๆ

ทาน

การทำทานได้แก่การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผู้อื่นโดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความเมตตาจิตของตนทานที่ได้ทำไปนั้น จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใดย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ ๓ ประการถ้าประกอบถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบทั้ง ๓ประการต่อไปนี้แล้ว ทานนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญบารมีมากกล่าวคือ

องค์ประกอบข้อที่ ๑."วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์"

วัตถุทานที่ให้ได้แก่สิ่งของทรัพย์สมบัติที่ตนได้สละให้เป็นทานนั้นเอง จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ที่จะเป็นของบริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนเองได้แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพไม่ใช่ของที่ได้มาเพราะการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ได้มาโดยยักยอก ทุจริต ลักทรัพย์ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฯลฯ

ตัวอย่าง๑ได้มาโดยการเบียดเบียนชีวิตและเลือดเนื้อสัตว์เช่นฆ่าสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้นว่า ปลา โค กระบือ สุกรโดยประสงค์จะเอาเลือดเนื้อของเขามาทำอาหารถวายพระเพื่อเอาบุญย่อมเป็นการสร้างบาปเอามาทำบุญวัตถุทานคือเนื้อสัตว์นั้นเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์



แม้ทำบุญให้ทานไปก็ย่อมได้บุญน้อย จนเกือบไม่ได้อะไรเลย ทั้งอาจจะได้บาปเสียอีกหากว่าทำทานด้วยจิตที่เศร้าหมองแต่การที่จะได้เนื้อสัตว์มาโดยการซื้อหามาจากผู้อื่นที่ฆ่าสัตว์นั้นโดยที่ตนมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในการฆ่าสัตว์นั้นก็ดีเนื้อสัตว์นั้นตายเองก็ดี เนื้อสัตว์นั้นย่อมเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์เมื่อนำมาทำทานย่อมได้บุญมากหากถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบข้ออื่น ๆ ด้วย

องค์ประกอบข้อที่ ๒."เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์"


การให้ทานนั้น โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภความตระหนี่เหนียวแน่นความหวงแหนหลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน อันเป็นกิเลสหยาบ คือ "โลภกิเลส" และเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วย เมตตาธรรมของตนอันเป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตา พรหมวิหารธรรมในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้นถ้าได้ให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว เรียกว่าเจตนาในการทำทานบริสุทธิ์แต่เจตนาที่ว่าบริสุทธิ์นั้น

ถ้าจะบริสุทธิ์จริงจะต้องสมบูรณ์พร้อมกัน ๓ ระยะ คือ

(๑) ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะทานก็จะมีจิตที่โสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีที่จะให้ทานเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทรัพย์สิ่งของของตน

(๒) ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ระยะที่กำลังมือให้ทานอยู่นั้นเองก็ทำด้วยจิตใจโสมนัสร่าเริงยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น

(๓) ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว ครั้นเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดีเมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด ก็มีจิตใจโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานนั้น ๆ

เจตนาบริสุทธิ์ในการทำทานนั้นอยู่ที่จิตใจโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานที่ทำนั้นเป็นสำคัญและเนื่องจากเมตตาจิต ที่มุ่งสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นความทุกข์และให้ได้รับความสุขเพราะทานของตน นับว่าเป็นเจตนาบริสุทธิ์ในเบื้องต้น

แต่เจตนาที่บริสุทธิ์เพราะเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ จะทำให้ยิ่ง ๆบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ใดให้ทานนั้นได้ทำทานด้วยการวิปัสสนาปัญญา กล่าวคือไม่ใช่ทำทานอย่างเดียว แต่ทำทานพร้อมกับมีวิปัสสนาปัญญาโดยใคร่ครวญถึงวัตถุทานที่ให้ทานนั้นว่าอันบรรดาทรัพย์สิ่งของทั้งที่

ชาวโลกนิยมยกย่องหวงแหนเป็นสมบัติกันด้วยความโลภนั้นแท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงวัตถุธาตุประจำโลก เป็นสมบัติกลาง ไม่ใช่ของผู้ใดโดยเฉพาะเป็นของที่มีมาตั้งแต่ก่อนเราเกิดขึ้นมา และไม่ว่าเราจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตามวัตถุธาตุดังกล่าวก็มีอยู่เช่นนั้น และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน

ซึ่งท่านตั้งแต่ก่อนนั้น ได้ล้มหายตายจากไปแล้วทั้งสิ้นไม่สามารถนำวัตถุธาตุดังกล่าวนี้ติดตัวไปได้เลยจนในที่สุดก็ได้ตกทอดมาถึงเราให้เราได้กินได้ใช้ไดยึดถือเพียงชั่วคราว แล้วก็ตกทอดสืบเนื่องไปเป็นของคนอื่น ๆต่อ ๆ ไปเช่นนี้ แม้เราเองก็ไม่สามารถจะนำวัตถุธาตุดังกล่าวนี้ติดตัวไปได้เลย

จึงนับว่าเป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้น ไม่จากไปในวันนี้ก็ต้องจากไปในวันหน้าอย่างน้อยเราก็ต้องจากต้องทิ้งเมื่อเราได้ตายลงนับว่าเป็นอนิจจังคือไม่เที่ยงแท้แน่นอน จึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเราได้ถาวรได้ตลอดไปแม้ตัววัตถุธาตุดังกล่าวนี้เอง เมื่อมีเกิดขึ้นเป็นตัวตนแล้วก็ต้องอยูในสภาพนั้นให้ตลอดไปไม่ได้ จะต้องเก่าแก่ ผุพัง บุบสลายไปไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างไร

แม้แต่เนื้อตัวร่างกายของเราเองก็มีสภาพเช่นเดียวกับวัตถุธาตุเหล่านั้นซึ่งไม่อาจจะตั้งมั่นให้ยั่งยืนอยู่ได้เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวแล้วก็แก่เฒ่าและตายไปในที่สุดเราจะต้องพลัดพรากจากของอันเป็นที่รัก ที่หวงแหน คือทรัพย์สมบัติทั้งปวง

เมื่อเจตนาในการให้ทานบริสุทธิ์ผุดผ่องดีพร้อมทั้งสามระยะดังกล่าวมาแล้วทั้งยังประกอบไปด้วยวิปัสสนาปัญญาดังกล่าวมาแล้วด้วยเจตนานั้นย่อมบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทานที่ได้ทำไปนั้นย่อมมีผลมากได้บุญมากหากวัตถุทานที่ได้ทำเป็นของบริสุทธิ์ตามองค์ประกอบข้อ ๑ ด้วยก็ย่อมทำให้ได้บุญมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก วัตถุทานจะมากหรือน้อยเป็นของเลวหรือประณีตไม่สำคัญ

เมื่อเราได้ให้ทานไปตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ย่อมใช้ได้แต่ก็ยังมีข้ออันควรระวังอยู่ก็คือ "การทำทานนั้นอย่าได้เบียดเบียนตนเอง"เช่นมีน้อย แต่ฝืนทำให้มาก ๆ จนเกินกำลังของตนที่จะให้ได้เมื่อได้ทำไปแล้วตนเองและสามี ภริยา รวมทั้งบุตรต้องลำบาก ขาดแคลนเพราะว่าไม่มีจะกินจะใช้ เช่นนี้ย่อมทำให้จิตเศร้าหมองเจตนานั้นย่อมไม่บริสุทธิ์ ทานที่ได้ทำไปแล้วนั้นแม้วัตถุทานจะมากหรือทำมาก ก็ย่อมได้บุญน้อย

องค์ประกอบข้อที่ ๓."เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์"


คำว่า"เนื้อนาบุญ"ในที่นี่ได้แก่บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั้นเองนับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุดแม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้วกล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์พร้อมทั้งสามระยะแต่ตัวผู้ที่ได้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล เปรียบเหมือนกับการหว่านเมล็ดข้าวเปลือกลงในพื้นนา ๑กำมือ แม้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นพันธุ์ดีที่พร้อมจะงอกงาม (วัตถุทานบริสุทธิ์)

และผู้หว่านคือกสิกรก็มีเจตนาจะหว่านเพื่อทำนาให้เกิดผลิตผลเป้นอาชีพ (เจตนาบริสุทธิ์)แต่หากที่นานั้นเป็นที่ที่ไม่สม่ำเสมอกันเมล็ดข้าวที่หว่านลงไปก็งอกเงยไม่เสมอกันโดยเมล็ดที่ไปตกในที่เป็นดินดี ปุ๋ยดี มีน้ำอุดมสมบูรณ์ดีก็จะงอกเงยมีผลิตผลที่สมบูรณ์ ส่วนเมล็ดที่ไปตกบนพื้นนาที่แห้งแล้งมีแต่กรวดกับทรายและขาดน้ำก็จะแห้งเหี่ยวหรือเฉาตายไป หรือไม่งอกเงยเสียเลยการทำทานนั้น ผลิตผลที่ผู้ทำทานจะได้รับก็คือ "บุญ"หากผู้ที่รับการให้ทานไม่เป็นเนื้อนาที่ดีสำหรับการทำบุญแล้วผลของทานคือบุญก็จะได้เกิดขึ้น แม้จะเกิดก็ไม่สมบูรณ์เพราะแกร็นหรือแห้งเหี่ยวเฉาไปด้วยประการต่าง ๆ ฉะนั้นในการทำทานตัวบุคคลผู้รับของที่เราให้ทานจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดเราผู้ทำทานจะได้บุญมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้คนที่รับการให้ทานนั้นหากเป็นผู้ที่มีศีลธรรมสูง ก็ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ดีทานที่เราได้ทำไปแล้วก็เกิดผลบุญมาก หากผู้รับการให้ทานเป็นผู้ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมผลของทานก็ไม่เกิดขึ้น คือได้บุญน้อย ฉะนั้นคติโบราณที่กล่าวว่า "ทำบุญอย่าถามพระหรือ ตักบาตรอย่าเลือกพระ" เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้เพราะว่าในสมัยนี้ไม่เหมือนกับท่านในสมัยก่อนๆที่บวชเพราะมุ่งจะหนีสงสารโดยมุ่งจะทำมรรคผลและนิพพานให้แจ้ง

ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐแต่ในสมัยนี้มีอยู่บางคนที่บวชด้วยคติ ๔ ประการ คือ "บวชเป็นประเพณี บวชหนีทหารบวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน" ธรรมวินัยใดๆท่านไม่สนใจเพียงแต่มีผ้าเหลืองห่มกาย ท่านก็นึกว่าตนเป็นพระและเป็นเนื้อนาบุญเสียแล้วซึ่งป่วยการจะกล่าวไปถึงศีลปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อ แม้แต่เพียงศีล ๕ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ว่าท่านจะมีหรือไม่
 
ศีล


"ศีล"นั้นแปลว่า "ปกติ"คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับคือศีล๕ ศิล ๘ ศิล ๑๐และศีล ๒๒๗และในบรรดาศีลชนิดเดียวกันก็ยังจัดแบ่งออกเป็นระดับธรรมดา มัชฌิมศีล (ศีลระดับกลาง) และอธิศีล (ศีลอย่างสูง ศีลอย่างอุกฤษฏ์)

คำว่า"มนุษย์"นั้นคือผู้ที่มีใจอันประเสริฐคุณธรรมที่เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไปก็คือศีล ๕บุคคลที่ไม่มีศีล ๕ ไม่เรียกว่ามนุษย์แต่อาจจะเรียกว่า "คน" ซึ่งแปลว่า "ยุ่ง"

ในสมัยพระพุทธกาลผู้คนมักจะมีศีล ๕ประจำใจกันเป็นนิจ ศีล ๕ จึงเป็นเรื่องปกติของบุคคลในสมัยนั้น และจัดว่าเป็น "มนุษย์ธรรม" ส่วนหนึ่งในมนุษย์ธรรม ๑๐ ประการผู้ที่จะมีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์จะต้องถึงพร้อมด้วยมนุษย์ธรรม ๑๐ ประการเป็นปกติ (ซึ่งรวมถึงศีล ๕ ด้วย) รายละเอียดจะมีประการใดจะไม่กล่าวถึงในที่นี้



การรักษาศีลเป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจาอันเป็นเพียงกิเลสหยาบมิให้กำเริบขึ้นและเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน

ทั้งในการถือศีลด้วยกันเองก็ยังได้บุญมากและน้อยต่างกันไปตามลำดับต่อไปนี้คือ

๑.การให้อภัยทานแม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้งก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล ๕ แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๒.การถือศีล๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้งก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล ๘ แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๓.การถือศีล๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้งก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล ๑๐ คือการบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาแม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

๔.การที่ได้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แล้วรักษาศีล ๑๐ไม่ให้ขาด ไม่ด่างพร้อย แม้จะนานถึง ๑๐๐ ปีก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาที่มีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อแม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

ฉะนั้นในฝ่ายศีลแล้วการที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาได้บุญบารมีมากที่สุดเพราะเป็นเนกขัมบารมีในบารมี ๑๐ ทัศซึ่งเป็นการออกจากกามเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูง ๆ คือการภาวนาเพื่อมรรค ผลนิพพาน ต่อ ๆ ไป ผลของการรักษาศีลนั้นมีมากซึ่งจะยังประโยชน์สุขให้แก่ผู้นั้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

ภาวนา


การเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้น

มี ๒อย่างคือ"สมถภาวนา (การทำสมาธิ)"และ"วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา)"แยกอธิบายดังนี้ คือ

๑.สมถภาวนา (การทำสมาธิ)

สมถภาวนาได้แก่การทำจิตให้เป็นสมาธิหรือเป็นฌานซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่นๆ

วิธีภาวนานั้นมีมากมายหลายร้อยชนิดซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติแบบอย่างเอาไว้ ๔๐ ประการ เรียกกันว่า"กรรมฐาน ๔๐"

ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามแต่สมัครใจทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมีที่ได้เคยสร้างอบรมมาแต่ในอดีตชาติ เมื่อสร้างสมอบรมมาในกรรมฐานกองใดจิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่น ๆและการเจริญภาวนาก็ก้าวหน้าเร็วและง่าย

แต่ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติวิธีใดก็ตามจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามเพศของตนเสียก่อนคือหากเป็นฆราวาสก็จะต้องรักษาศีล ๕ เป็นอย่างน้อย หากเป็นสามเณรก็จะต้องรักษาศีล๑๐ หากเป็นพระก็จะต้องรักษาศีลปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อให้บริบูรณ์ ไม่ให้ขาดปละด่างพร้อยจึงจะสามารถทำจิตให้เป็นฌานได้หากว่าศีลยังไม่มั่นคงย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยากเพราะศีลย่อมเป็นบาทฐาน(เป็นกำลัง)ให้เกิดสมาธิขึ้น

อานิสงส์ของสมาธินั้นมีมากกว่าการรักษาศีลอย่างเทียบกันไม่ได้

ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "แม้จะได้อุปสมบทเป็นภิกษุรักษาศีล๒๒๗ ข้อ ไม่เคยขาด ไม่ด่าวพร้อยมานานถึง ๑๐๐ ปีก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบนานเพียงชั่วไก่กระพือปีกช้างกระดิกหู"

คำว่า"จิตสงบ"ในที่นี้หมายถึงจิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบ ที่พระท่านเรียกว่า"ขนิกสมาธิ"คือสมาธิเล็ก ๆน้อย ๆสมาธิแบบเด็กๆที่เพิ่งหัดตั้งไข่ คือหัดยืนแล้วก็ล้มลงแล้วก็ลุกขึ้นยืนใหม่ซึ่งเป็นอารมณ์จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น สงบวูบลงเล็กน้อยแล้วก็รักษาไว้ไม่ได้ซึ่งยังห่างไกลต่อการที่จิตถึงขั้นเป็นอุปจารสมาธิและฌาน

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตำนานพระพุทธชินราช

ตำนานพระพุทธชินราช




เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองโบราณ ก่อนจุลศักราช ๔๐๐ ก่อนพุทธศักราช ๑๕๐๐ เป็นเวลาที่เมืองเชียงแสนรุ่งเรืองมาก และมีอำนาจมากด้วยขณะนั้นมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ทรงร่ำเรียนคัมภีร์ ในพุทธศาสนาพระวินัยพระสูตร พระปรมัตถเป็นอันมาก ได้คิดสร้างเมืองหนึ่ง เริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองในเวลาเช้าวันศุกร์ เดือน ๓ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีฉล๔ เบญจศกจุลศักราช ๓๑๕ พระพุทธศาสนาล่วงแล้ว ๑๔๙๖ ซึ่งนับว่าเป็นชะตาของเมืองพิษณุโลก และให้ขนานนามว่า “เมืองพิษณุโลก”

ด้วยพระราชกุศลอันพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกสร้างในเมืองพิษณุโลก คือ ได้จัดการสถาปนาพระมหาธาตุรูปปรางค์ สูงง ๘ ว่า และสร้างพระวิหารทิศทั้ง ๔ มีพระรายล้อมรอบ ๒ ชั้นและทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระพุทธรูปสำหรับพระวิหาร

ในกาลนั้นพระองค์ทรางเดชานุภาพครอบงำหริกุญชัย และศรีสัชนาลัย จึงมีพระราชสาส์นไปยังเมืองศรีสัชนาลัยให้นำช่างมาช่วยปั้นปุ่นพระพุทธรูป เจ้าเมืองศรีสัชนาลัยได้ส่งช่างพราหมณ์ฝีมือมา ๕ นาย คือ บาอินทร บาพรหม บาพิษณุ บาราชสังข บาราชกุศล พระศรีธรรมไตรปิฎกให้ช่างสวรรคโลก สมทบกับช่างเชียงแสนและช่างชาวเมืองหริกุญชัยช่วยกันสร้างหุ่นพระพุทธรูป ๓ พระองค์มีทรวดทรงลักษณะสัณฐานคล้ายกัน พระพุทธชินราชหน้าตักกว้าง ๕ ศอกคืบ ๕ นิ้วมีเศษ พระพุทธชินสีห์ หน้าตักกว้าง ๕ ศอกคืบ ๔ นิ้ว พระพุทธศาสดา หน้าตัก ๕ ศอกคืบ ๖ นิ้ว คนทั้งปวงเห็นพร้อมกันว่าพระพุทธรูปทั้งสามพระองค์มีคุณลักษณะงามดีหาเสมอมิได้ จึงให้เข้าดินอ่อนดินแก่ชนวนตรึงทวยรัดปลอกแน่นหนาบริบูรณ์เสร็จ ณ วัน ๔ฯ๑๕ ค่ำ ปีเถาะสัปตศก จุลศุกราช ๓๑๗ ได้ทรงเททองหล่อพระพุทธรูปทั้งสามพระองค์ด้วย เนื้อทองสัมฤทธิ์โบราณแท้ เมื่อพิมพ์เย็นได้แกะพิมพ์ออก พระพุทธชินสีห์ กับพระพุทธศรีศาสดาบริบูรณ์ดีน้ำท้องแล่นเสมอกัน แต่พระพุทธชินราชทองไม่แล่นบริบูรณ์ นายช่างได้ทำหุ่นใหม่หล่ออีกถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

พระองค์ทรงตั้งจิตอธิฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เอง แล้วรับสั่งให้สมเด็จพระนาง

ปทุมาราชเทวีทรงอธิษฐานด้วยให้สร้างหุ่นพระพุทธชินราชขึ้นใหม่ ครั้งนี้มีชีปะขาวมาช่วยทำการแข็งแรงใครถามอะไรก็ไม่ยอมบอก ครั้นรูปหุ่นสำเร็จพิมพ์แห้งแล้ว กำหนดงานมหามงคลฤกษ์เททอง ณ วันที่ ๔ฯ๘๖ ค่ำ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๓๑๙ พระพุทธศาสนากาลล่วงหน้า ๑๕๐๐ หย่อนอยู่ ๗ วัน และทำการมงคลพิธีเหมือนครั้งก่อนแล้วเททองแล่นดีบริบูรณ์ส่วนชีปะขาวที่มาช่วยก็ออกจากที่นั่นไป ถึงตำบลหนึ่งก็หายไปจึงเรียกตำบลนั้นว่า “ปะขาวหาย” พระองค์ทรงโปรดให้ช่างแต่งองค์พระพุทธรูปให้เกลี้ยงเกลา อัญเชิญพระพุทธชินราชประดิษฐานไว้ ณ วิหารใหญ่ทิศตะวันตก วัดพระมหาธาตุ ผันพระพักตร์ต่อแม่น้ำ พระพุทธชินสีห์สถิตอยู่ทางทิศเหนือ พระพุทธศรีศาสดาอยู่ทางทิศใต้ พระวิหารใหญ่ ทิศตะวันออกทรงปลูกต้นมหาโพธิ์ ๓ ต้น แล้วรับสั่งให้หล่อพระพุทธรูปหน้าตักศอกเศษเอาทองที่เหลือจากหล่อพระพุทธชินราชเรียกว่าพระเหลือรับสั่งให้เอาก้อนอิฐมาทำแท่นชุกชี สูง ๓ ศอก

ตำนานกล่าวว่าพระเจ้ากรุงสยามได้ถวายสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรทั้งสามพระองค์นี้สืบต่อมา จุลศักราช ๙๙๓ ปีเถาะ ตรีศก สมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนารถ ได้เสด็จขึ้นไปถวายสักการบูชาพระพุทธชินราชดำรัสสั่งให้เอาทองเครื่องราชูปโภคมาแผ่นเป็นทองประทาศี ปิดพระพุทธด้วยพระหัตถ์เสร็จบริบูรณ์ โปรดให้มีงานสมโภช ๗ วัน ๖ คืน

พระพุทธปฏิมากรทั้ง ๓ พระองค์นี้ ตั้งแต่แรกสร้างมาถึงปีที่ตั้งบรมราชวงศ์รัตนโกสินทร์มหินทราอยุธยานานถึง ๘๒๕ ปี ระหว่างพระพุทธศาสนกาล ๑๕๐๐ ถึง ๒๓๒๕ จุลศักราช ๓๑๙ ถึง ๑๑๔๔ เมืองพิษณุโลกเปลี่ยนเจ้านายบ้าง ร้ายบ้าง ดีบ้าง ลางทีก็เป็นเมืองหลวง ลางทีก็เป็นเมืองขึ้น ถูกข้าศึกโจมตี แต่พระปฏิมากรทั้ง ๓ พระองค์นี้หาเป็นอันตรายไม่เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง

ครั้งเมื่อจุลศักราช ๑๑๙๑ ปีฉลู เอกศก กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์รับสั่งให้อาราธนาพระพุทธชินสีห์ ล่องแพมายังกรุงเทพฯ อัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ที่มุขด้านตะวันตกพระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นใหม่ แต่ยังไม่ทันเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงย้ายมาไว้ที่มุขด้านตะวันออกทรงกาไหล่พระรัศมีฝังพระเนตร ฝังเพชรพระอุณาโลม ปิดทองใหม่ทั้งองค์ เมื่อเถลิงราชสมบัติแล้วจึงทรงทำกาบทองลองยาหุ้มพระรัศมีเป็นน้ำหนักทองหนึ่งชั่งสิบตำลึง หล่อฐานใหม่ทรงโปรดให้มีงานฉลอง





แหล่งที่มา :

วิชัย คล้ายหอม และคณะ. 2538. ตำนานพระพุทธชินราช. วารสารจาตุระสมาคม.

โรงพิมพ์มิตรสยาม กรุงเทพฯ หน้า ๓๗ – ๓๘.

ตำนานพระแก้วมรกต

ตำนานพระแก้วมรกต




ปางเมื่อสมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานล่วงแล้ว ๕๐๐ พรรษา ณ อโศการาม ในแคว้นเมืองปาฎลีบุตรพระอรหันต์รูปหนึ่งทรงพระนามว่าพระนาคเสนเถระ อันมีฤทธิ์สำเร็จด้วยอภิญญาสามารถรอบรู้พระไตรปิฏกอรรถธรามต่าง ๆ ตลอดจนแก้ปัญหานานาประการ ปรารถนาจะสร้างพระพุทธรูปบูชาไว้เป็นสักการะแก่เทพยดา และมวลมนุษย์แต่ยังเป็นว่ามนุษย์ยังประกอบด้วย อคติ โกรธ โลภ หลงอยู่ การที่จะสร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำ และเงินยวงนั้นก็เกรงว่าพรวกมิจฉาทิฎฐิจะนำไปทำลายเสียคงจะมิถาวรยั่งยืนไปถึง ๕๐๐ ปี จึงทรงจะปรารถนาสร้างด้วยแก้ว

ในกาลครั้งนี้ ด้วยทิพย์จักษุทิพย์โสตแห่งองค์สมเด็จพระอมรินทราธิราชรู้ว่าพระนาคเสนเถระเจ้ามีความปรารถนาจะสร้างพระพุทธรูปด้วยแก้วอันประเสริฐ ไว้เป็นสักการะแก่เทพยดา และมวลมนุษย์จึงทรงรับอุปัฎฐากให้สำเร็จสมดังความตั้งใจได้เสด็จไปสถาบรรพตพร้อมด้วยพระวิษณุกรรมเพื่อขอแก้วรัตนโสภณต่ออสูรกุมภัณฑ์ยักษ์ที่พิทักษ์อยู่ได้แก้วมรกตดวงหนึ่งมีพรรณรังสีรัศมีงามเลิศเทียมแก้วโลกาทิพย์รัตนนายกแก้วมรกตนี้มีบริวาร ๑,๐๐๐ ดวง มีสีเขียสสถิตอยู่ใกล้บริเวณโสภณแก้วมณีโชติสมเด็จพระอมรินทราธิราช จึงมีเทวบัญชาให้พระวิษณุกรรมนำแก้วมรกตสู่อโศการาม กระทำแก้วมรกตให้เป็นพระพุทธรูปปรากฏว่าพระพุทธลักษณะอันงามสมกับเป็นปฐมปฐาปนา พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต อันเป็นที่สักการบูชาของหมู่มวลวานิชแก้วมรกตเปล่งสีออกมารัศมีเป็นสีต่าง ๆ ฉัพพรรณรังสีพวงพุ่งออกจากพระวรกายบรรดาเทพบุตร เทพยดา และท้าวพระยาสามนตราชพระอรหันตขีณาสพและสมณพราหมณ์ตลอดจนประชาราษฎร์พากันแซ่ซร้องถวายสักการบูชาพระนาคเสนเถระจึงตั้งสัตยาธิษฐาน อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระพุทธเจ้าเข้าประดิษฐานในองค์พระพุทธมหารัตนปฏิมากร ๗ พระองค์คือ ในพระโมลี ๑ ในประนลาฎ ๑ ในพระอุระ ๑ ในประอังสาทั้ง ๒ ข้าง ในพระชานุทั้ง ๒ ข้าง ในขณะนั้นแผ่นดินไหวเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระนาคเสนเถระได้ทรงเล็งญาณก็ทราบจึงทำนายไว้ว่า พระมหามณีรัตนปฏิมากรจะสถิตในเมืองปาฎลีบุตรมั่นคงช้านานจะทรงเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ในเบญจประเทศคือ ลังกาทวีป กัมพูชา ศรีอยุธยา โยนะวิไสยสุวรรณภูมิ ปามะหละวิไสย

พระมหากษัตริย์ ซึ่งครองเมืองปาฎลีบุตรรับปฏิบัติรักษาพระแก้วมรกตจนพุทธศักราชล่วงไป ๘๐๐ ปี ต่อมาพระเจ้สิริกิตติกุมารครองราชย์ย์เกิดจลาจลวุ่นวายเกิดสงครามมิได้ขาดชาวประชาราษฎร์พร้อมใจกันอัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระธรรมไตรปิฎกลงสำเภาหนีสู่ลังกาทวีปพระแก้วมรกตประทับอยู่ลังกาทวีปนานประมาณ ๒๐๐ ปี

ต่อมากษัตริย์พม่าองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระอนุรุธาราชาธิราช พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๘ รูป จัดเครื่องบรรณาการลงสำเภาเดินทางไปลังกาทวีปเพื่อชำระอักขระพยัญชนะวิบัติพระไตรปิฏกธรรมให้ถูกต้องและทรงตรัสขอพระพุทธมณีรัตน์ปฏิมากรลงสำเภา แต่สำเภาที่บรรทุกพระแก้วมรกตและพระไตรปิฏกถูกพายุพัดเข้าไปในอ่าวกัมพูชา ต่อมาเกิดน้ำท่วมฝนตกห่าใหญ่ในกรุงกัมพูชาอินทปัตถ์ มีพระเถระองค์หนึ่งอัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมด้วยอันเตวาสิกสัทธิวิหาริกออกมาอาศัยอยู่ภูมิประเทศเหนือเมืองอินทปัตถ์

ต่อมาพระเจ้าอติตะราชผู้ครองนครกรุงศรีอยุธยาโบราณ ทรงทราบว่าน้ำท่วมกรุงอินทปัตถ์ทรงพระปริวิตกว่า พระพุทธมณีรัตนปฏิมากรจะเป็นอันตราย พระองค์ทรงสืบเสาะแสวงหาพระแก้วมรกตได้ตามพระราชประสงค์อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในเวชยันต์ปราสาท พระแก้วมรกตสถิตอยู่ในกรุงศรีอยุธยาโบราณนานหลายสมัย

ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชรได้กราบทูลขอพระแก้วมรกตไปประทับอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรชั่วขณะหนึ่ง เมื่อราชบุตรเจริญวัยได้ครองเมืองลพบุรีได้ทูลขอพระแก้วมรกตไปประดิษฐานอยู่ในวิหารเมืองลพบุรีเพียง ๑ ปี กับ ๙ เดือน จำต้องอัญเชิญกลับเมืองกำแพงเพชร

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๐ เจ้าเมืองเชียงรายหวังจะเอาพระแก้วมรกตซ่อนศัตรู จึงเอาปูนทาลงรักปิดทองบรรจุไว้ในสถูปต่อมาพระสถูปถูกอสนีบาตฟาดพังลงมาชาวเมืองเห็นเป็นปูนพอกทึบทั้งองค์ สำคัญว่าเป็นพระพุทธรูปสามัญจึงอัญเชิญไว้ในวิหารแห่งหนึ่ง และต่อมาปูนกะเทาะเห็นเป็นแก้วสีเขียวงามตรงปลายนาสิก เจ้าอธิการวัด จึงได้กะเทาะเอาปูนออกทั้งองค์จึงทราบว่าพระพุทธรูปสร้างด้วยมรกตทั้งแท่ง ราษฎรพากันมานมัสการมากมาย ทราบพึงพระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงได้จัดขบวนรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้น หลังช้างแห่งมาตลอดทาง แต่พอถึงทางแยกไปเมืองลำปาง ช้างที่รับเสด็จพระแก้วมรกตก็วิ่งเตลิดไปทางลำปาง เจ้าเมืองลำปางทรงเลื่อมใสในพระแก้วมรกตอยู่แล้วจึงอัญเชิญประดิษฐานอยู่ที่เมืองลำปาง นานถึง ๓๒ ปี

ครั้น พ.ศ. ๒๐๑๑ พระเจ้าติโลกราชได้ครองนครเชียงใหม่ได้อัญเชิญมายังนครเชียงใหม่ และพยายามสร้างวิหารให้มียอดเป็นปราสาท แต่ก็ถูกอสนีบาตตกลงมาฟาดเสียทุกครั้ง จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานในวิหารซุ้มจรณัม พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่นครเชียงใหม่นานถึง ๘๔ ปี

ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาอัญเชิญมาประทับอยู่ในเมืองหลวงพระบาง ๑๒ ปี ต่อมาได้ประดิษฐานอยู่ในปราสาทนครเวียงจันทร์ นานถึง ๒๑๔ ปี ครั้งถึง พ.ศ. ๒๓๒๑ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรกับพระบางขึ้นคานหามมายับยั้งที่เมืองสระบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทราบทรงเลื่อมใสศรัทธาปสาทะ จึงได้ราชบุตรอาธาธนาพระสังฆราช และพระราชาคณะฐานานุกรมเปรียญ และจัดกำลังเรือพร้อมฝีพายขึ้นไปรับพระแก้วมรกตลงมายังกรุงธนบุรีและมีการสมโภชตลอด ๗ วัน

ครั้นสิ้นรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเถลิงราชสมบัติให้รัตนาไชศวรรย์ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ โปรดให้สร้างพระอารามให้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ครั้นพระอุโบสถเสร็จ จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๔ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๒๗

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงจัดเครื่องถวายสำหรับฤดูร้อนอย่างหนึ่ง และฤดูหนาวอย่างหนึ่ง ฤดูฝนอีกอย่างหนึ่ง และถือเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้





แหล่งที่มา :

วิชัย คล้ายหอม และคณะ. 2538. ตำนานพระแก้วมรกต. วารสารจาตุระสมาคม.

โรงพิมพ์มิตรสยาม กรุงเทพฯ หน้า ๓๖ – ๓๗.

พระพุทธรูปประจำวันเกิด

พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด




                                      อาทิตย์ถวายเนตร                    จันทร์ห้ามพระญาติดี

                                      อังคารไสยาสน์ศรี                    พุธอุ้มบาตรคุณานันตี

                                      พฤหัสบดีสมาธิ                        ศุกร์ทรงรำพึงพรรณ

                                      เสาร์นาคปรกสรรพ                   สวัสดิมงคล



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น