วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันพฤหัสบดี)

สำหรับผู้เกิดวันพฤหัสบดี

พระปางสมาธิ

เกิดวันพฤหัสบดี บูชาพระปางสมาธิ



ประวัติย่อ

พระปางสมาธิ



ภายหลังจากที่พระมหาบุรุษได้กำราบพระยามารลงได้แล้ว พระองค์จึงได้ตั้งพระทัยเจริญสมาธิจนได้บรรลุญาณขั้นต่าง ๆ และในที่สุดก็ได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลาเช้าตรู่ของวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (วันวิสาขบูชา)



บทสวดบูชาประจำวันพฤหัสบดี

สวด 19 จบ

ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง

เยนะ สังวิหิตารักขัง มะหาสัตตัง วะเนจะรา

รัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สิกขิงสุ คัณหิตุง

พรัหมะมันตันติ อักขาตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห

สวดวันที่ 19 จบ จะมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป



ผู้เกิดวันพฤหัสบดี พึงใช้เครื่องประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีเหลืองหรือสีไพล ส่วนสีรองลงมาคือสีน้ำเงิน สีแดง สีเขียว พึงเว้น สีดำ สีกรมท่า และสีน้ำเงินแก่



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันศุกร์)

สำหรับผู้เกิดวันศุกร์

พระปางรำพึง

เกิดวันศุกร์ บูชาพระปางรำพึง



ประวัติย่อ

พระปางรำพึง

ภายหลังจากที่ตรัสรู้ได้ไม่นาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ภายใต้ต้นไทร (อชปาลนิโครธ) ก็ได้ทรงรำพึงถึงธรรมที่ได้ตรัสรู้นั้นว่าเป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจ จึงทรงรู้สึกอ่อนพระทัย ในการที่จะนำออกแสดงโปรดสัตว์ แต่เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าสรรพสัตว์ มีภูมิต่างกันจึงทรงพระดำริที่จะแสดงธรรมตามภูมิชั้นแห่งปัญญาสรรพสัตว์นั้น ๆ



บทสวดบูชาประจำวันศุกร์

สวด 21 จบ

อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต

อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะ การิภิ

ปะริสานัญจะ ตัสสันนะ มะหิงสายะ จะ คุตติยา

ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห

สวดวันละ 21 จบ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนานฯ



ผู้เกิดวันศุกร์ พึงใช้เครื่องประดับตัวหรือบ้านเรือนเป็นสีฟ้า หรือสีน้ำเงินแก่ ส่วนสีรอง ๆ ลงมาคือ สีขาวนวล สีม่วง สีเหลือง พึงเว้น สีเทา สีเมฆหมอก สีดอกรัก



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.







เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันเสาร์)

สำหรับผู้เกิดวันเสาร์

พระปางนาคปรก

เกิดวันเสาร์ บูชาพระปางนาคปรก



ประวัติย่อ

พระปางนาคปรก

ครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับเสวยวิมุติสุขอยุ่ในตันจิก (มุจจรินทร์) บังเอิญในช่วงนั้นมีฝนตกหนักตลอด 7 วัน พระยานาคมุจจรินทร์ ได้เลื้อยมาทำขนดล้อมพระวรกายของพระพุทธองค์ 7 ชั้น แล้วแผ่พังพานปากไว้ในเบื้องตนเหมือนกั้นฉัตร ด้วยประสงค์จะกำบังลมฝนมิให้ต้องพระวรกาย

บทสวดบูชาประจำวันเสาร์

สวด 10 จบ

ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจ จะ ปาณัง โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ

สวดวันละ 10 จบ จะมีความสุขความเจริญและเกิดความสวัสดีมีมงคลตลอดกาลนาน

ผู้เกิดวันเสาร์ พึงใช้เครื่องประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีดำ สีดำหลัว หรือสีม่วง ส่วนสีรองลงมาคือ สีเทา สีเมฆหมอก สีดอกรัก สีน้ำเงิน พึงเว้น สีเขียว



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

พระพุทธรูปประจำวันเกิด

พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด




                                      อาทิตย์ถวายเนตร                    จันทร์ห้ามพระญาติดี

                                      อังคารไสยาสน์ศรี                    พุธอุ้มบาตรคุณานันตี

                                      พฤหัสบดีสมาธิ                        ศุกร์ทรงรำพึงพรรณ

                                      เสาร์นาคปรกสรรพ                   สวัสดิมงคล



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

มงคลชีวิต



ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ


มงคลชีวิต




อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน

อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา

อย่าเสวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข

อย่าสุกก่อนห่าม อย่าพล่ามก่อนทำ

อย่ารำก่อนเพลง อย่าข่มเหงผู้น้อย

อย่าคอยแต่ประจบ อย่าคบแต่เศรษฐี

อย่าดีแต่ตัว อย่าชั่วแต่คนอื่น

อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ อย่าเอาเปรียบสังคม

อย่าชื่นชมคนผิด อย่าคิดเอาแต่ได้

อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา

อย่านินทาพระเจ้า อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์

อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก

อย่าพิทักษ์พาลชน อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี



พุทธดำรัส



“อันใดเดือนร้อนเขา สบายเรา อย่าทำ

อันใดเดือดร้อนเรา สบายเขา อย่าทำ

อันใดเดือดร้อนเขา เดือดร้อนเรา ก็อย่าทำ

อันใดไม่เดือดร้อนเขา ไม่เดือดร้อนเรา จงพูด

จงคิด และ กระทำเถิด”



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. มงคลชีวิต. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์ ถนนจรัลสนิทวงศ์

กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 51.





เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

เหตุที่จิตไม่เป็นสมาธิมีอยู่ ๗ ประการ





เหตุที่จิตไม่เป็นสมาธิมีอยู่  ๗  ประการ 


๑. นั่งไม่ถูกวิธี


๒. จิตเป็นกังวล กังวลเรื่องงาน

๓. เหนื่อยมาก ไปทำงานมาเหนื่อยเหลือเกิน จิตท่านจะไม่เป็นสมาธิ แต่หายเหนื่อยเมื่อยล้าเมื่อไรก็ตั้งสติให้ได้แก่นได้

๔. ป่วย อาพาธหนัก จิตท่านจะไม่เป็นสมาธิ ท่านจะอุปาทานนึกถึงเวทนา ปวดโน้น เมื่อยนี้ ปวดหนอ ปวดเรื่อย อะไรทำนองนี้ จิตท่านจะขาดสมาธิทันที ถ้าไม่ฝึกปฏิบัติ ท่านจะไม่มีสมาธิเลย

๕. ราคะเกิด ขณะนั้นจิตท่านจะหายไป สมาธิจะไม่เกิด

๖. โทสะเกิด ท่านไม่สามารถแก้ไขโทสะได้ ไม่สามารถจะตั้งสติไว้ได้ สมาธิหนีไปหมด ท่านจะทำอะไรเสีย ขาดสมาธิ เพราะมีโทสะ โทสะสิงสถิตอยู่ในจิตใจของท่าน ปัญญาไม่เกิด แล้วท่านจะไม่มีสมาธิปฏิบัติอีก ๒๐ ปี ก็ไม่ได้ผล ไม่ได้อานิสงส์แต่ประการใด

๗. อารมณ์มากระทบอารมณ์เกิดกระทบสัมผัสเกิดอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดสัมผัสมากระทบอารมณ์จึงเสีย จิตไม่เป็นสมาธิ ไหนเลยท่านจะมีสมาธิ อวดอาตมาว่ามีสมาธิแล้ว ไม่จริง นั่งหลับตาก็ไม่รู้ว่าคนนี้สมถะหรือวิปัสสนา นั่งหลับตาอยู่ จิตออกไปโน้นไปเชียงใหม่โน่น จิตโน่นไปห่วงผัว กลัวผัวจะไปมีเมียใหม่ อะไรทำนองนี้ รับรองอีกร้อยปีท่านจะไม่ได้อะไร จิตเกิดโทสะ ถ้าท่านไม่ระงับโทสะก่อน สมาธิก็ไม่เกิดแน่นอน ขาดการกำหนดจิตจะขาดสติขาดปัญญา ไหนเลยสมาธิจะเกิดขึ้นกับตัวท่านได้

สาเหตุของจิตไม่สงบมีอยู่ ๘ ประการ โยมต้องกำหนดจดจำข้อนี้ไว้ก่อน จิตไม่สงบทำ

อะไรก็ไม่สงบ ถ้าไม่ฝึกมาก่อน จิตไม่มีสมาธิ จะไม่มีความสงบในครอบครัวเลย สาเหตุนั้นได้แก่

๑. ไม่มีพอ ตะเกียกตะกายอยู่ร่ำไป ท่านจะไม่มีความสงบในครอบครัวเลย

๒. ใช้เวลาว่างมากเกินไป ไม่เอางานเอาการ พวกประเภทนี้ พวกจิตว่าง มันว่างจิตก็ไหนไปสู่ที่ต่ำ ชีวิตจะไร้สาระไม่สงบ

๓. ถูกเบียดเบียนจิตใจ ครอบครัวไปอยู่ในหมู่บ้านที่เขาเบียดเบียนจิตใจ จิตท่านจะไม่สงบ

๔. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ในความปกติ ปวดท้อง ปวดหัว ธาตุทั้ง ๔ ขาดไป อวัยวะไม่ปกติ ท่านจะขาดปัญญา จะสงบได้ไหม อวัยวะไม่ตั้งอยู่ในความสงบ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างง่าย ๆ ก่อนสอนก็ต้องไปปัสสาวะก่อน ไปถ่ายอุจจาระเสียก่อน ให้มันโล่งแล้วสอนต่อไป หากจิตไม่สงบแล้ว ท่านจะสอนเด็กไม่ได้ดีเลย

๕. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ท่านเป็นโรคสามวันดีสี่วันไข้ อยู่ในภาวะอันนั้นแน่นอนที่สุด

๖. ถูกสิ่งแวดล้อมดึงไปในทางชั่ว เข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเลว คนพาน สันดานบาป ดึงทุกวัน ดึงทุกเวลา จะไม่เกิดความสงบเลย

๗. ครอบครัวไม่มีความสุข ทะเลาะกันทุกวันจิตท่านจะไม่สงบ

๘. มัวเมาในอบายมุข เล่นการพนันไม่พัก เที่ยวสรวลเสเฮฮาในสังคมตลอดรายการ จิตท่านจะไม่สงบเลย นี่แหละจำไว้

การบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลอะไรก็ไม่ดีเท่าการเจริญพระกรรมฐานอีกแล้ว เพราะเป็นบุญที่สูง

ที่สุดในพระพุทธศาสนา จะเห็นทางมรรคมรรคา มองเห็นทางเดินที่ถูกต้องคือ มรรค ๘ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา มีสติระลึกเสมอ สัมปรัญญะรู้ตัวเสมอ ทำอะไรรู้กาลเทศะ บาปบุญคุณโทษ รู้ว่าดีชั่วเป็นประการใด มันจะเกิดขึ้นแก่ตัวเองนั่นคือ ปัญญา ได้แก่ความไม่ประมาทตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป



************************



แหล่งที่มา :

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม). ๒๕๕๐. ธรรมรักษา ๒. หจก. โรงพิมพ์คลัง

นานาวิทยา. ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวัน จ.ขอนแก่น (สาขาวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี) ขอนแก่น.

หน้า ๒๔-๒๖.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

จิตวิสุทธิ์


วัดพระธาตุดอยสุเทพวรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่


จิตตวิสุทธิ์




คำว่า จิตตวิสุทธิ์ แปลว่า ความบริสุทธิ์แห่งจิต หมายถึง จิตที่เป็นสมาธิ จิตที่จะสงบ จิตที่จะเป็นสมาธิได้นั้นต้องเป็นจิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมคือสติ ความระลึกรู้ และประกอบด้วยศีลเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ดังที่ได้กล่าวไว้ ตั้งแต่คราวก่อน เมื่ออบรมศีลดีแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดสมาธิหรือบางทีท่านก็กล่าวถึงว่า จิตที่สงบนั้นต้องอาศัยกายที่สงบเรียกว่า กายวิเวก ความสงบความสงัดทางกาย หมายความว่า เราอยู่ในสถานที่สงบสงัดไม่มีเสียงอื้ออึง และทางกายของเราก็ไม่ทำผิดในทางกาย เมื่อมีกายวิเวกความสงบสงัดทางกายแล้วจะเป็นเหตุให้เกิด

จิตวิเวก ความสงบความสงัดทางจิตเมื่อเราได้ฝึกจิตให้สงบแล้วจะเป็นเหตุให้เกิด อุปธีวิเวก ความสงบจากกิเลส ความสงบเป็นเหตุให้เกิดความสุข “ นัตถิสันติปรังสุขัง ” สุขอื่นนอกจากความสงบไม่มี สงบน้อย สงบพอประมาณ สงบมากก็มีความสุขมาก

สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นเรียกว่าจิตมีสมาธิจิตที่ประกอบด้วย คุณธรรม ซึ่งเป็นสมาธิจะทำให้จิตของเรามีสมาธิ ถ้าหากว่าจะกล่าวในเรื่องของขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตั้งจิตนั้นคือ ตัววิญญาณขันธ์ เป็นธรรมชาติรู้อารมณ์นึกคิด ส่วนตัวสมาธินั้นเป็นสังขาร สมาธิเป็นสังขาร ขันธ์ ฝ่ายกุศลเรียก “เอกัคตาเจตสิก” แปลว่า เจตสิกที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง หมายความถึงว่า เมื่อเจตสิกที่เรียกว่า เอกัตาสิกนี้เกิดประกอบกับจิตแล้ว จะทำให้จิตของเรานั้นมีสมาธิคือตั้งมั่นแต่ว่าการตั้งมั่นนี้มีถึง 3 ระยะ คือ ขณิกสมาธิ ตั้งมั่น ชั่วขณะ อุปจารสมาธิ ตั้งมั่นใกล้จะแนบแน่น อัปนาสมาธิ ตั้งมั่นแนบแน่นถึงความเป็นฌาณ

ในขณะที่ท่านทั้งหลายกำลังฟังธรรมนั้น ก็คือว่าจิตของท่านมีสมาธิ ถ้าหากว่าท่านมีสติกำหนดเนื้อความที่ได้ฟังนี้ทุกขณะจิตไม่คิดล่องลอยไปทางอื่นถือว่าจิตของท่านมีสมาธิ แต่ถ้าหากว่าจิตของท่าน คิดฟุ้งซ่าน ล่องลอยไปทางอื่นแล้วแสดงว่าจิตของท่านนั้นไม่มีสมาธิ ไม่ได้อยู่ที่ท่านกำลังฟังอยู่ในขณะที่ยืน เดิน นั่ง นอน คู้เหยียด เคลื่อนไหว ก็ถือว่าจิตของท่านสมาธิเวทนาเกิดขึ้นเป็นความสุขหรือความทุกข์ ให้มีสติรู้ก็ถือว่ามีสมาธิ จิตคิดอะไรก็มีสติรู้ก็ถือว่าสมาธิ

การที่จิตของเราไปตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งหรือที่เรียกว่า ชั่วขณะจิตหนึ่งอย่างนี้เรียกว่า จิตของท่านมีสมาธิแล้ว แต่ถ้าหากว่าไปรู้ด้วย ความโลภ โกรธ หลง ด้วยความคิดฟุ้งซ่าน อันเกิดจากกิเลสนั้นถือว่าไม่มีสมาธิ เพราะว่า สมาธินี้เป็นอกุศลธรรมเมื่อเรารู้แล้ว เกิดสติปัญญาจิต เป็นกุศล จึงเชื่อว่าจิตนั้นมีสมาธิ

ขณิกสมาธิ ตั้งมั่นชั่วขณะหนึ่งก็หมายความว่า เราเจริญกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตตั้งมั่นชั่วขณะหนึ่ง เช่น กำหนดรูปนั่งดูอาการของรูปนั่นอยู่ก็มีขณิกสมาธิ หรือกำหนดรูปยืน รูปเดิน หรือกำหนดลมหายใจเข้าออก กำหนดอารมณ์กรรมฐานนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อจิตของเราตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์กรรมฐานนั้น ขณะชั่วครู่หรือเป็นพัก ๆ อย่างนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ แปลว่า ตั้งมั่นชั่วขณะหนึ่งเมื่อปฏิบัติจนสมาธิแน่นิ่ง แต่ว่ายังไม่แนบแน่นจนเกิดเป็นนิมิตเป็นสีแจ้งต่าง ๆ หรือจิตนั้นมันอยู่ทีอารมณ์กรรมฐานนิ่งอยู่มาก ๆ ก็เรียกว่าอุปจารสมาธิ แปลว่า สมาธิใกล้จะถึงความเป็นญาณ บางทีเรียกว่า สมาธิอย่างเฉียด ๆ ก็ถือว่าใกล้จะถึงความเป็นญาณ ใกล้จะแนบแน่น เมื่อปฏิบัติสมถะกรรมฐาน กำหนดอารมณ์กรรมฐาน เช่น กสิน 10 อสุภะ 10 อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตสงบมากนิ่งดีงามนาน ๆ เห็นสีแสงนิมิตต่างๆ แล้วก็กำหนดแนบแน่นอยู่ทีอารมณ์กรรมฐานนั้นจนไม่สนใจอารมณ์อื่นแนบแน่นอยู่เป็นเวลานาน ๆ จนองค์ฌานเกิดเรียกว่า อัปปนาสมาธิ แปลว่าสมาธิแนบแน่นหรือถึงความเป็นฌาน

คำว่า ฌาน แปลว่า เพ่ง หมายความว่าอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งโดยแนบแน่นไม่สนใจอารมณ์อื่นนี้เรียกว่า ฌาน

ฌาน มี 2 ประเภท คืออารัมมณูปนิชฌาน ฌานที่กำหนดอารมณ์ แห่งสมาธิกรรมฐานแล้วเกิดองค์ฌานขึ้นอย่างนี้เรียกว่า อารัมมณูปนิชฌาน ถ้าหากว่าเราเจริญวิปัสสนาจนได้วิปัสสนาฌานขั้นสูงกำหนดแนบแน่นอยู่ในอารมณ์วิปัสสนาอย่างนี้ เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน แปลว่า ฌานที่เพ่งในอารมณ์ที่เป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผู้ที่บรรลุมรรคผลนั้นจะต้องเข้าถึงลักขณูปนิชญาน คือ ฌานที่เอาไตรลักษณ์เป็นอารมณ์เพ่งอยู่ที่รูปนามจนเป็นไตรลักษณ์อย่างแนบแน่นสนิท ไม่คิดถึงเรื่องอื่นอย่างนี้เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน

“สำหรับจิตตวิสุทธินี้ ก็คือ จิตที่มีสมาธินั้นเอง”



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. จิตตวิสุทธิ์ . วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์ ถนนจรัลสนิทวงศ์

กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 9-10.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น