วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตำนานพระพุทธชินราช

ตำนานพระพุทธชินราช




เมืองพิษณุโลกเป็นเมืองโบราณ ก่อนจุลศักราช ๔๐๐ ก่อนพุทธศักราช ๑๕๐๐ เป็นเวลาที่เมืองเชียงแสนรุ่งเรืองมาก และมีอำนาจมากด้วยขณะนั้นมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ทรงร่ำเรียนคัมภีร์ ในพุทธศาสนาพระวินัยพระสูตร พระปรมัตถเป็นอันมาก ได้คิดสร้างเมืองหนึ่ง เริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองในเวลาเช้าวันศุกร์ เดือน ๓ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีฉล๔ เบญจศกจุลศักราช ๓๑๕ พระพุทธศาสนาล่วงแล้ว ๑๔๙๖ ซึ่งนับว่าเป็นชะตาของเมืองพิษณุโลก และให้ขนานนามว่า “เมืองพิษณุโลก”

ด้วยพระราชกุศลอันพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกสร้างในเมืองพิษณุโลก คือ ได้จัดการสถาปนาพระมหาธาตุรูปปรางค์ สูงง ๘ ว่า และสร้างพระวิหารทิศทั้ง ๔ มีพระรายล้อมรอบ ๒ ชั้นและทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระพุทธรูปสำหรับพระวิหาร

ในกาลนั้นพระองค์ทรางเดชานุภาพครอบงำหริกุญชัย และศรีสัชนาลัย จึงมีพระราชสาส์นไปยังเมืองศรีสัชนาลัยให้นำช่างมาช่วยปั้นปุ่นพระพุทธรูป เจ้าเมืองศรีสัชนาลัยได้ส่งช่างพราหมณ์ฝีมือมา ๕ นาย คือ บาอินทร บาพรหม บาพิษณุ บาราชสังข บาราชกุศล พระศรีธรรมไตรปิฎกให้ช่างสวรรคโลก สมทบกับช่างเชียงแสนและช่างชาวเมืองหริกุญชัยช่วยกันสร้างหุ่นพระพุทธรูป ๓ พระองค์มีทรวดทรงลักษณะสัณฐานคล้ายกัน พระพุทธชินราชหน้าตักกว้าง ๕ ศอกคืบ ๕ นิ้วมีเศษ พระพุทธชินสีห์ หน้าตักกว้าง ๕ ศอกคืบ ๔ นิ้ว พระพุทธศาสดา หน้าตัก ๕ ศอกคืบ ๖ นิ้ว คนทั้งปวงเห็นพร้อมกันว่าพระพุทธรูปทั้งสามพระองค์มีคุณลักษณะงามดีหาเสมอมิได้ จึงให้เข้าดินอ่อนดินแก่ชนวนตรึงทวยรัดปลอกแน่นหนาบริบูรณ์เสร็จ ณ วัน ๔ฯ๑๕ ค่ำ ปีเถาะสัปตศก จุลศุกราช ๓๑๗ ได้ทรงเททองหล่อพระพุทธรูปทั้งสามพระองค์ด้วย เนื้อทองสัมฤทธิ์โบราณแท้ เมื่อพิมพ์เย็นได้แกะพิมพ์ออก พระพุทธชินสีห์ กับพระพุทธศรีศาสดาบริบูรณ์ดีน้ำท้องแล่นเสมอกัน แต่พระพุทธชินราชทองไม่แล่นบริบูรณ์ นายช่างได้ทำหุ่นใหม่หล่ออีกถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

พระองค์ทรงตั้งจิตอธิฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เอง แล้วรับสั่งให้สมเด็จพระนาง

ปทุมาราชเทวีทรงอธิษฐานด้วยให้สร้างหุ่นพระพุทธชินราชขึ้นใหม่ ครั้งนี้มีชีปะขาวมาช่วยทำการแข็งแรงใครถามอะไรก็ไม่ยอมบอก ครั้นรูปหุ่นสำเร็จพิมพ์แห้งแล้ว กำหนดงานมหามงคลฤกษ์เททอง ณ วันที่ ๔ฯ๘๖ ค่ำ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๓๑๙ พระพุทธศาสนากาลล่วงหน้า ๑๕๐๐ หย่อนอยู่ ๗ วัน และทำการมงคลพิธีเหมือนครั้งก่อนแล้วเททองแล่นดีบริบูรณ์ส่วนชีปะขาวที่มาช่วยก็ออกจากที่นั่นไป ถึงตำบลหนึ่งก็หายไปจึงเรียกตำบลนั้นว่า “ปะขาวหาย” พระองค์ทรงโปรดให้ช่างแต่งองค์พระพุทธรูปให้เกลี้ยงเกลา อัญเชิญพระพุทธชินราชประดิษฐานไว้ ณ วิหารใหญ่ทิศตะวันตก วัดพระมหาธาตุ ผันพระพักตร์ต่อแม่น้ำ พระพุทธชินสีห์สถิตอยู่ทางทิศเหนือ พระพุทธศรีศาสดาอยู่ทางทิศใต้ พระวิหารใหญ่ ทิศตะวันออกทรงปลูกต้นมหาโพธิ์ ๓ ต้น แล้วรับสั่งให้หล่อพระพุทธรูปหน้าตักศอกเศษเอาทองที่เหลือจากหล่อพระพุทธชินราชเรียกว่าพระเหลือรับสั่งให้เอาก้อนอิฐมาทำแท่นชุกชี สูง ๓ ศอก

ตำนานกล่าวว่าพระเจ้ากรุงสยามได้ถวายสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรทั้งสามพระองค์นี้สืบต่อมา จุลศักราช ๙๙๓ ปีเถาะ ตรีศก สมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนารถ ได้เสด็จขึ้นไปถวายสักการบูชาพระพุทธชินราชดำรัสสั่งให้เอาทองเครื่องราชูปโภคมาแผ่นเป็นทองประทาศี ปิดพระพุทธด้วยพระหัตถ์เสร็จบริบูรณ์ โปรดให้มีงานสมโภช ๗ วัน ๖ คืน

พระพุทธปฏิมากรทั้ง ๓ พระองค์นี้ ตั้งแต่แรกสร้างมาถึงปีที่ตั้งบรมราชวงศ์รัตนโกสินทร์มหินทราอยุธยานานถึง ๘๒๕ ปี ระหว่างพระพุทธศาสนกาล ๑๕๐๐ ถึง ๒๓๒๕ จุลศักราช ๓๑๙ ถึง ๑๑๔๔ เมืองพิษณุโลกเปลี่ยนเจ้านายบ้าง ร้ายบ้าง ดีบ้าง ลางทีก็เป็นเมืองหลวง ลางทีก็เป็นเมืองขึ้น ถูกข้าศึกโจมตี แต่พระปฏิมากรทั้ง ๓ พระองค์นี้หาเป็นอันตรายไม่เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง

ครั้งเมื่อจุลศักราช ๑๑๙๑ ปีฉลู เอกศก กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์รับสั่งให้อาราธนาพระพุทธชินสีห์ ล่องแพมายังกรุงเทพฯ อัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ที่มุขด้านตะวันตกพระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นใหม่ แต่ยังไม่ทันเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงย้ายมาไว้ที่มุขด้านตะวันออกทรงกาไหล่พระรัศมีฝังพระเนตร ฝังเพชรพระอุณาโลม ปิดทองใหม่ทั้งองค์ เมื่อเถลิงราชสมบัติแล้วจึงทรงทำกาบทองลองยาหุ้มพระรัศมีเป็นน้ำหนักทองหนึ่งชั่งสิบตำลึง หล่อฐานใหม่ทรงโปรดให้มีงานฉลอง





แหล่งที่มา :

วิชัย คล้ายหอม และคณะ. 2538. ตำนานพระพุทธชินราช. วารสารจาตุระสมาคม.

โรงพิมพ์มิตรสยาม กรุงเทพฯ หน้า ๓๗ – ๓๘.

ตำนานพระแก้วมรกต

ตำนานพระแก้วมรกต




ปางเมื่อสมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานล่วงแล้ว ๕๐๐ พรรษา ณ อโศการาม ในแคว้นเมืองปาฎลีบุตรพระอรหันต์รูปหนึ่งทรงพระนามว่าพระนาคเสนเถระ อันมีฤทธิ์สำเร็จด้วยอภิญญาสามารถรอบรู้พระไตรปิฏกอรรถธรามต่าง ๆ ตลอดจนแก้ปัญหานานาประการ ปรารถนาจะสร้างพระพุทธรูปบูชาไว้เป็นสักการะแก่เทพยดา และมวลมนุษย์แต่ยังเป็นว่ามนุษย์ยังประกอบด้วย อคติ โกรธ โลภ หลงอยู่ การที่จะสร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำ และเงินยวงนั้นก็เกรงว่าพรวกมิจฉาทิฎฐิจะนำไปทำลายเสียคงจะมิถาวรยั่งยืนไปถึง ๕๐๐ ปี จึงทรงจะปรารถนาสร้างด้วยแก้ว

ในกาลครั้งนี้ ด้วยทิพย์จักษุทิพย์โสตแห่งองค์สมเด็จพระอมรินทราธิราชรู้ว่าพระนาคเสนเถระเจ้ามีความปรารถนาจะสร้างพระพุทธรูปด้วยแก้วอันประเสริฐ ไว้เป็นสักการะแก่เทพยดา และมวลมนุษย์จึงทรงรับอุปัฎฐากให้สำเร็จสมดังความตั้งใจได้เสด็จไปสถาบรรพตพร้อมด้วยพระวิษณุกรรมเพื่อขอแก้วรัตนโสภณต่ออสูรกุมภัณฑ์ยักษ์ที่พิทักษ์อยู่ได้แก้วมรกตดวงหนึ่งมีพรรณรังสีรัศมีงามเลิศเทียมแก้วโลกาทิพย์รัตนนายกแก้วมรกตนี้มีบริวาร ๑,๐๐๐ ดวง มีสีเขียสสถิตอยู่ใกล้บริเวณโสภณแก้วมณีโชติสมเด็จพระอมรินทราธิราช จึงมีเทวบัญชาให้พระวิษณุกรรมนำแก้วมรกตสู่อโศการาม กระทำแก้วมรกตให้เป็นพระพุทธรูปปรากฏว่าพระพุทธลักษณะอันงามสมกับเป็นปฐมปฐาปนา พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต อันเป็นที่สักการบูชาของหมู่มวลวานิชแก้วมรกตเปล่งสีออกมารัศมีเป็นสีต่าง ๆ ฉัพพรรณรังสีพวงพุ่งออกจากพระวรกายบรรดาเทพบุตร เทพยดา และท้าวพระยาสามนตราชพระอรหันตขีณาสพและสมณพราหมณ์ตลอดจนประชาราษฎร์พากันแซ่ซร้องถวายสักการบูชาพระนาคเสนเถระจึงตั้งสัตยาธิษฐาน อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระพุทธเจ้าเข้าประดิษฐานในองค์พระพุทธมหารัตนปฏิมากร ๗ พระองค์คือ ในพระโมลี ๑ ในประนลาฎ ๑ ในพระอุระ ๑ ในประอังสาทั้ง ๒ ข้าง ในพระชานุทั้ง ๒ ข้าง ในขณะนั้นแผ่นดินไหวเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระนาคเสนเถระได้ทรงเล็งญาณก็ทราบจึงทำนายไว้ว่า พระมหามณีรัตนปฏิมากรจะสถิตในเมืองปาฎลีบุตรมั่นคงช้านานจะทรงเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ในเบญจประเทศคือ ลังกาทวีป กัมพูชา ศรีอยุธยา โยนะวิไสยสุวรรณภูมิ ปามะหละวิไสย

พระมหากษัตริย์ ซึ่งครองเมืองปาฎลีบุตรรับปฏิบัติรักษาพระแก้วมรกตจนพุทธศักราชล่วงไป ๘๐๐ ปี ต่อมาพระเจ้สิริกิตติกุมารครองราชย์ย์เกิดจลาจลวุ่นวายเกิดสงครามมิได้ขาดชาวประชาราษฎร์พร้อมใจกันอัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระธรรมไตรปิฎกลงสำเภาหนีสู่ลังกาทวีปพระแก้วมรกตประทับอยู่ลังกาทวีปนานประมาณ ๒๐๐ ปี

ต่อมากษัตริย์พม่าองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระอนุรุธาราชาธิราช พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๘ รูป จัดเครื่องบรรณาการลงสำเภาเดินทางไปลังกาทวีปเพื่อชำระอักขระพยัญชนะวิบัติพระไตรปิฏกธรรมให้ถูกต้องและทรงตรัสขอพระพุทธมณีรัตน์ปฏิมากรลงสำเภา แต่สำเภาที่บรรทุกพระแก้วมรกตและพระไตรปิฏกถูกพายุพัดเข้าไปในอ่าวกัมพูชา ต่อมาเกิดน้ำท่วมฝนตกห่าใหญ่ในกรุงกัมพูชาอินทปัตถ์ มีพระเถระองค์หนึ่งอัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมด้วยอันเตวาสิกสัทธิวิหาริกออกมาอาศัยอยู่ภูมิประเทศเหนือเมืองอินทปัตถ์

ต่อมาพระเจ้าอติตะราชผู้ครองนครกรุงศรีอยุธยาโบราณ ทรงทราบว่าน้ำท่วมกรุงอินทปัตถ์ทรงพระปริวิตกว่า พระพุทธมณีรัตนปฏิมากรจะเป็นอันตราย พระองค์ทรงสืบเสาะแสวงหาพระแก้วมรกตได้ตามพระราชประสงค์อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในเวชยันต์ปราสาท พระแก้วมรกตสถิตอยู่ในกรุงศรีอยุธยาโบราณนานหลายสมัย

ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชรได้กราบทูลขอพระแก้วมรกตไปประทับอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรชั่วขณะหนึ่ง เมื่อราชบุตรเจริญวัยได้ครองเมืองลพบุรีได้ทูลขอพระแก้วมรกตไปประดิษฐานอยู่ในวิหารเมืองลพบุรีเพียง ๑ ปี กับ ๙ เดือน จำต้องอัญเชิญกลับเมืองกำแพงเพชร

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๐ เจ้าเมืองเชียงรายหวังจะเอาพระแก้วมรกตซ่อนศัตรู จึงเอาปูนทาลงรักปิดทองบรรจุไว้ในสถูปต่อมาพระสถูปถูกอสนีบาตฟาดพังลงมาชาวเมืองเห็นเป็นปูนพอกทึบทั้งองค์ สำคัญว่าเป็นพระพุทธรูปสามัญจึงอัญเชิญไว้ในวิหารแห่งหนึ่ง และต่อมาปูนกะเทาะเห็นเป็นแก้วสีเขียวงามตรงปลายนาสิก เจ้าอธิการวัด จึงได้กะเทาะเอาปูนออกทั้งองค์จึงทราบว่าพระพุทธรูปสร้างด้วยมรกตทั้งแท่ง ราษฎรพากันมานมัสการมากมาย ทราบพึงพระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงได้จัดขบวนรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้น หลังช้างแห่งมาตลอดทาง แต่พอถึงทางแยกไปเมืองลำปาง ช้างที่รับเสด็จพระแก้วมรกตก็วิ่งเตลิดไปทางลำปาง เจ้าเมืองลำปางทรงเลื่อมใสในพระแก้วมรกตอยู่แล้วจึงอัญเชิญประดิษฐานอยู่ที่เมืองลำปาง นานถึง ๓๒ ปี

ครั้น พ.ศ. ๒๐๑๑ พระเจ้าติโลกราชได้ครองนครเชียงใหม่ได้อัญเชิญมายังนครเชียงใหม่ และพยายามสร้างวิหารให้มียอดเป็นปราสาท แต่ก็ถูกอสนีบาตตกลงมาฟาดเสียทุกครั้ง จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานในวิหารซุ้มจรณัม พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่นครเชียงใหม่นานถึง ๘๔ ปี

ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาอัญเชิญมาประทับอยู่ในเมืองหลวงพระบาง ๑๒ ปี ต่อมาได้ประดิษฐานอยู่ในปราสาทนครเวียงจันทร์ นานถึง ๒๑๔ ปี ครั้งถึง พ.ศ. ๒๓๒๑ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรกับพระบางขึ้นคานหามมายับยั้งที่เมืองสระบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทราบทรงเลื่อมใสศรัทธาปสาทะ จึงได้ราชบุตรอาธาธนาพระสังฆราช และพระราชาคณะฐานานุกรมเปรียญ และจัดกำลังเรือพร้อมฝีพายขึ้นไปรับพระแก้วมรกตลงมายังกรุงธนบุรีและมีการสมโภชตลอด ๗ วัน

ครั้นสิ้นรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเถลิงราชสมบัติให้รัตนาไชศวรรย์ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ โปรดให้สร้างพระอารามให้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ครั้นพระอุโบสถเสร็จ จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๔ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๒๗

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงจัดเครื่องถวายสำหรับฤดูร้อนอย่างหนึ่ง และฤดูหนาวอย่างหนึ่ง ฤดูฝนอีกอย่างหนึ่ง และถือเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้





แหล่งที่มา :

วิชัย คล้ายหอม และคณะ. 2538. ตำนานพระแก้วมรกต. วารสารจาตุระสมาคม.

โรงพิมพ์มิตรสยาม กรุงเทพฯ หน้า ๓๖ – ๓๗.

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันอาทิตย์)

สำหรับผู้ที่เกิดวันอาทิตย์


พระปางถวายเนตร

เกิดวันอาทิตย์ บูชาพระปางถวายเนตร



ประวัติย่อ

พระปางถวายเนตร

เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว จึงประทับยับยั้งเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ร่มโพธิ์ เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นจึงเสด็จออกจากภายใต้ร่มโพธิ์ประทับยืนอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)ทอดพระเนตรต้นมหาโพธิ์ โดยไม่กะพริบพระเนตรเป็นเวลา 7 วัน เพื่อรำพึงถึงคุณประโยชน์ของต้นมหาโพธิ์ทีแผ่กิ่งก้านประทานร่มเงาให้ความชุ่มเย็นเป็นการอำนวยช่วยพระองค์จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

บทสวดบูชาประจำวันอาทิตย์

สวด 6 จบ

(สวดกลางวัน)

อุเทตะยัญจุกขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะคุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง พรหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุต ตานัง นะโม วิมุตตะยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตะวา โมโร จะระติ เอสะนา

(สวดกลางคืน)

อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมิสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รุตติง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม มะโม เต จะ มัง ปาละยันตะ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิบา นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม อิมัง โส ปะริตตัง กัตะวา โมโร วาสะมะ กัปปะยีติ

สวดวันละ 6 จบ จะมีความเจริญรุ่งเรือง และความสุขสวัสดีตลอดกาล

ผู้เกิดวันอาทิตย์ พึงใช้สีที่เป็นมงคลสำหรับเป็นเครื่องนุ่งห่มประดับบ้านเรือน หรือเครื่องประดับตัวเป็นเป็นของสีแดงจะเป็นสิริมงคล เกิดลาภผลดียิ่งนัก ส่วนสีรอง ๆ ลงไปมีสีม่วง สีเขียว สีเทา สีเมฆหมอก สีดอกรัก พึงเว้น สีน้ำเงิน



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันจันทร์)

สำหรับผู้ที่เกิดวันจันทร์

พระปางห้ามพยาธิ

เกิดวันจันทร์ บูชาพระปางาห้ามพยาธิ



ประวัติย่อ

พระปางห้ามพยาธิ

ครั้งหนึ่งได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองไพศาลี มีประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก กษัตริย์ลิจฉวีเจ้าผู้ครองเมืองจึงได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จมาโปรดชาวเมือง พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้พระอานนท์เจริญรัตนสูตรและประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระนคร จนต่อมาภายหลังโรคร้ายก็ได้หายสิ้นไปจากพระนครด้วยพุทธานุภาพ



บทสวดบูชาประจำวันจันทร์

สวด 15 จบ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ

สวดวันละ 15 จบ จะมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป



ผู้เกิดวันจันทร์ควรใช้ของประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีขาว เหลืองอ่อน ๆ เป็นดีที่สุด ส่วนสีรองๆ ลงมาคือ สีเขียว สีดำ สีกรมท่า สีน้ำเงินแก่ สีน้ำเงิน พึงเว้น สีแดง



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.





เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันอังคาร)

สำหรับผู้ทีเกิดวันอังคาร

พระปางไสยาหรือปางโปรดอนุรินทราหู

เกิดวันอังคาร บูชาพระปางไสยา หรือปางโปรดอสุรินทราหู



ประวัติย่อ

พระปางไสยา

หรือปางโปรดอสุรินทราหู

สมัยหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน ในพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นอสุรินทราหู จอมอสูรซึ่งสำคัญว่ามีร่างโตใหญ่กว่าพระพุทธาเจ้า จึงไม่ยอมแสดงความอ่อนน้อม พระพุทธองค์ทรงหวังจะลดทิฐิจอมอสูร จึงทรงเนรมิตกายให้โตกว่าจอมอสูรในท่าประทับนอน และแสดงธรรมโปรดจนในที่สุดจอมอสูรจึงละทิฐิยอมอ่อนน้อมต่อพระพุทธองค์



บทสวดบูชาประจำวันอังคาร

สวด 8 จบ

ยัสสานุพาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง

ยัมหิ เจวานุยุญชัญโต รัตตินทิวะมะตันทิโต

สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ

เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห

สวดวันละ 8 จบ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน

ผู้เกิดวันอังคารควรใช้ของประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีชมพู หรือสีแดงหลัว ส่วนสีรอง ๆ ลงมาคือ สีดำ สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง พึงเว้น สีขาวนวล



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.









เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันพุธ-กลางคืน)

สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน
บทสวดบูชาประจำวันราหู

(วันพุธกลางคืน)

สวดกลางวัน

กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ สุริยัง ปะมุญจะสะ

สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฎฐะสีติ

สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ

พุทธะคาถา ภิคึโตมหิ โน เจ มุญรเจยยะ สุริยันติ

สวดวันละ 12 จบ จะมีความเจริญสุขสวัสดีฯ

สวดกลางคืน

กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ

สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วิ ติฎฐะสีติ

สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ

พุทธะคาถาภีคีโตมหิ โน เจมุญเจยยะ จันทิมันติ

สวดคืนละ 12 จบ จะมีความสุขเจริญสุขสวัสดี ฯ

คนเกิดวันราหู หรือวันพุธกลางคืนนี้ ควรใช้เครื่องประดับตัวหรือบ้านเรือนเป็นสีเมฆหมอก สีเทา หรือสีดำหลัว ส่วนสีรองลงมาคือ สีแดง สีขาวนวล สีกรมท่า สีน้ำเงินแก่

พึงเว้น สีเหลือง

แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

บทสวดมนต์ประจำวัน (วันพุธ)

สำหรับผู้เกิดวันพุธ

พระปางอุ้มบาตร

เกิดวันพุธ บูชาพระปางอุ้มบาตร

ประวัติย่อ

พระปางอุ้มบาตร

ครั้งหนึ่ง หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเวสสันดรชาดก โปรดพระพุทธบิดาและหมู่พระญาติทั้งหลายบรรดาพระประยูรญาติต่างมีความแช่มชื่นโสมนัสจนลืมกราบทูลอาราธนา พระพุทธองค์ให้มารับภัตตาหารเช้าในพระราชวัง ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จออกรับบิณฑบาตจากประชาชนทั่วไปในกรุงกบิลพัสดุ์



บทสวดบูชาประจำวันพุธ

สวด 17 จบ

สัพพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ

ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง

อาณักเขตตัมหิ สัพพัมถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง

สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะ เห

สวดวันละ 17 จบ จะมีความสุขสวัสดียิ่งๆ ขึ้นไป

ผู้เกิดวันพุธ ควรใช้ของประดับตัว หรือบ้านเรือนเป็นสีเขียวหรือสีเขียวใบไม้ ส่วนสีรองๆ ลงมา สีเหลือง สีเทา สีดอกรัก สีเมฆหมอก สีขาวนวล พึงเว้น สีม่วง



แหล่งที่มา :

บุญเลิศ วงศ์คำหาญ. 2543. พระพุทธรูปบูชาประจำวันเกิด. วารสารชาวพุทธ. สุภาการพิมพ์

ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. หน้า 52-68.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น